สวัสดีชาวพันทิปทุกท่านค่ะ เป็นกระทู้แรกที่ตั้งใจอยากจะเขียนมานานมากๆ เพิ่งจะมีเวลามาเล่าให้ทุกท่านฟัง
สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงปลายปี58-ต้นปี59 ค่ะ
ขอเกริ่นนิดนึ่ง ดิฉันทำงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และทำเกี่ยวกับงานวิจัย ส่วนใหญ่จะคิดวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเสมอยาวมากหน่อยนะคะ แต่อยากเขียนทีเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยค่ะ
เริ่มเลยละกัน
เริ่มจากช่วงปลายปี 58 ดิฉันย้ายมาอยู่หอใหม่ ในตัวเมื่องจังหวัดอุบล ใกล้กับโรงพยาบาลที่เราทำงานอยู่ วันแรกที่ย้ายเข้าเราก็ไม่คิดอะไรมาก ไม่ได้ไหว้เจ้าที่อะไร เพราะเราเหนื่อยกับการขนย้าย แต่ก่อนนอนไหว้พระบอกเจ้าที่เจ้าทางปกติเรียบร้อยดี ภายในห้องมีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า และห้องน้ำในตัวมีพัดลมอยู่ที่ปลายเตียง
หลังจากย้ายมาอยู่ได้ประมาณ1สัปดาห์ ขณะที่เรานอนอยู่รู้สึกตัวขึ้นมากลางดึก สายตาเหลือบมองไปที่ประตูห้องน้ำ มีเงาคล้ายๆผู้หญิงผมยาวกำลังก้มขัดห้องน้ำอยู่ สายตาเราคิดว่าไม่ผิดแน่ๆ เพราะเหงามันชัดมาก แต่ไม่ได้สนใจค่ะ สมองสั่งการว่าเรากำลังตาฝาด อาจจะเป็นฝาชักโครกก็ได้ สมองสั่งการต่อว่า ควรนอนต่อได้แล้ว ดิฉันก็นอนต่อค่ะไม่ได้สนใจอะไร ตื่นเช้าไปทำงานปกติ ก็เลยเล่าให้ที่ทำงานฟัง ที่ทำงานถามว่า ได้ไหว้เจ้าที่หรือป่าว เราบอกไหว้นะ กราบพระด้วย แต่ความหมายคือได้ไหว้แบบจุกธูปเที่ยนไรงี้ไหม
เราไม่สนใจ ไม่คิดอะไรด้วยซ้ำ อยู่ไปสักพักเวลานอนจะได้ยินเสียงคนเปิดน้ำ เปิดฝักบัวอาบน้ำตอนกลางดึกตลอด แต่สมองเราคิดว่าเราปิดก๊อกน้ำไม่แน่นหรือป่าว มันเลยไหลตอนกลางดึก บางทีกลับห้องพัดลมก็เปิดเองแรกๆก็คิดว่า เราลืมปิดหลังๆก็ระวังมากขึ้น สำรวจก่อนออกจากห้องเพราะมันเปลื่องไฟ แต่บางวันก็ยังเปิดเองทั้งๆที่ก็จำได้ว่าเราปิดแล้วนะ สุดท้ายก็บอกตัวเองว่าเราลืมแหละ ช่างมันเถอะ เราไปเล่าให้ที่ทำงานฟังตลอดเพราะที่ทำงานก็จะมีเจ้าแม่เรื่องแบบนี้เยอะ เรื่องหวยโชคลาภอะไรแบบนี้ บางคนบอกให้เราย้ายหอ มันน่ากลัว บางคนบอกไปไหว้เจ้าที่เถอะ เราก็ไม่สนใจ ยังคงใช้ชีวิตปกติค่ะ กลับเป็นเรื่องตลกไปด้วยซ้ำ บางวันไปเที่ยวมีการบอกฝีที่ห้องด้วยว่า ไม่ต้องรอนะวันนี้กลับดึก555+ เวลาเจอเพื่อนๆก็จะเล่าให้เขาฟังตลอด จนเพื่อนแซวว่า มาแบบนี้คนที่ห้องไม่ว่าหรอ หมายถึงฝีนะ เราบอกไปว่าขออนุญาตแล้วกลับดึกได้ บางครั้งกลับมีเปิดพัดลมรออีกแนะ เอากับเขาชิ ใครอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่า อีนี้นะบ้า 5555+
มีวันหนึ่งเรานอนอยู่บนเตียงพลิกตะแคงตัวมา เจอผู้ชายชุดดำมานอนข้างเรา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราตกใจสุดขีดคล้ายๆฝีอำไรแบบนี้แต่เราขยับได้ และเราพูดกับชายชุดดำที่นอนตะแคงหันหลังให้เราว่า คุณเป็นใครมานอนที่นี้ได้อย่างไร ฉันหวงเนื้อหวงตัวมากนะพูดอะไรไม่รู้เยอะมากจำไม่ได้ ชายชุดดำไม่ตอบ สุดท้ายเราสะดุ้งตื่นรีบมองดูนาฬิกา 07.50สายแล้ว ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ เราก็พูดว่า ...ทีหลังถ้าจะมาแบบนี้ให้มาเร็วกว่านี้นะ ตอนนี้สายแล้ว ทำบุญให้ไม่ทันหรอก พระกลับวัดหมดแล้ว...และก็รีบอาบน้ำไปทำงาน ก็ไปเล่าให้ที่ทำงานฟังเช่นเคย คำตอบก็เหมือนเดิม แต่เด็ดกว่านั้นมีพี่คนหนึ่งพูดว่า ไม่ใช่เขาจะมีฝีพ่อแม่ลูกหรอ? เรานี้หัวเราะเลยไปกันใหญ่แล้ว ฝีพ่อแม่ ลูก มันตลกอ่ะ และพี่อีกคนเป็นผู้ชายก็บอกว่า สงสัยคลื่นความถี่เราจะตรงกันกับความถี่ฝีก็ได้ ขำกันไใหญ่ค่ะ
วันต่อมา เราเดินไปทำงานแต่เช้าเพราะกลัวฝีมาหาอีก เจอครูโรงเรียนอนุบาลตั้งโต๊ะตักบาตร ครูมองมาที่เราแล้วพูดว่า ตักบาตรด้วยกันไหมครับ เราก็ปฏิเสธทุกครั้งที่เจอ ในใจก็คิดว่ามันจะบังเอิญไปไหม ที่ต้องเจอพระ และโต๊ะตักบาตร แทบทุกวัน สมองสั่งการมาว่า ก็เพราะเรามาเช้าไง ดิฉันก็เออๆใช่ๆไปกับสมองอีก555+ แต่ยังไม่จบค่ะ ในวันเดี่ยวกันดิฉันกำลังจะข้ามถนนไปทำงาน เกือบโดนรถมอไซต์เฉียวชน มีคนมาดึงข้างหลังไว้ไม่งั้นเราโดนชนเต็มๆ พอหันมา อ้าวไม่มีใครเลย แล้วใคร ยังไงมาดึงไว้อ่ะงงมาก มอไซต์ก็ขับไปเฉยเลยไม่ขอโทษอะไรทั้งนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น งงค่ะ และเมื่อเรื่องถึงที่ทำงาน สุดท้ายวันนั้นได้ไปถวายสังฆทาน ทำบุญกรวดน้ำชุดใหญ่ ล้างซวย และเพื่อความสบายใจจร้าา
คิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้หรอไม่ ยังมีอีก หลังจากทำบูญให้ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติดี จนเราขอย้ายห้องจากเดิมห้อง10C มาเป็น5C ป้าเจ้าของหอมาช่วยขน จนเสร็จ ก่อนกลับป้าพูดว่าอย่าลืมบอกเจ้าที่นะ เราก็รับปากไป ...เราเดินไปที่หน้าห้อง10C และพูดขึ้นว่า ...ตอนนี้ย้ายห้องแล้วนะไปห้อง5C มีไรก็ไปหาได้ เราพูดแบบขำๆนะไม่ได้คิดไร และตลอดเวลาที่เจอเรื่องร้ายๆเราก็ไม่เคยคิดกลัว หวาดระแวง หรือเครียดอะไรเลย กลับเฉยๆด้วยซ้ำ พูดเสร็จก็กลับห้องไปเรื่องไหว้เจ้าที่เอาไว้ทีหลังนะ เหนื่อยมากขออาบน้ำนอนเลยละกัน ปิดประตูปิดไฟนอน ก่อนนอนเราก็ไม่ลืมที่จะกราบพระนะ
ขณะที่เรานอนอยู่รู้สึดว่า ประตูห้องถูกเปิดเล็กน้อย มีเหงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาในห้อง พร้อมเด็กผู้หญิงอายุประมาณ7 ขวบได้ ใส่ชุดนักเรียน หอบที่นอนเข้ามาด้วย แล้ววางที่นอนลงข้างเตียงเรา เรารีบลุกจากที่นอนโว้ยวายเสียงดังใหญ่ พร้อมด่าไปที่เด็กน้อย นี้หนูเป็นใคร มาจากไหน ทำไหมมาอยู่ในห้องพี่ น้องคนนั้นก็พูดว่า หนูจะขอมาอยู่ด้วย เราก็ตอบทันทีว่าไม่ได้ พี่ไม่อนุญาตให้ใครมาอยู่ด้วย พี่ชอบส่วนตัว และพี่ก็จองห้องนี้มานานแล้ว เราบ่นใหญ่เลย น้องคนนั้นไม่ได้สนใจ เราก็ถามต่อว่าหนูมาจากไหน น้องก็ตอบว่ามาจากห้อง10c อ้าว......นั้นมันห้องเก่าเรานี้....
แล้วยังไง เถียงกันอยู่พักใหญ่ น้องผู้หญิงหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดทีวี เฉยเลย แต่ทำไหมดูกลับหลังว่ะ น้องดูทีวีด้านหลังได้ไง (ในห้องมีทีวีแฟนชื้อให้)
เราประกาศเสียงดังว่า เราไม่ให้อยู่ ถ้าเทอจะอยู่ที่นี้ฉันจะย้ายออกไปเอง
สุดท้ายน้องเขาก็วิ่งร้องไห้ออกไป วิ่งไปทางศาลพระภูมิและก็พูดว่า แม่..พี่เขาไม่ให้อยู่ด้วยยย ร่างชายสีดำก็ค่อยๆจางหายไปต่อหน้าต่อตา
สะดุ้งตื่น นี้เราฝันไปหรอเนี้ย ทำไหมน่ากลัวแท้ และก็น่าโมโหด้วย ตอนนั้นกลัวมากสั่นไปหมดเพราะฝันเหมือนจริงมากๆ ในใจกลัวมาก คราวนี้สมองไม่สั่งการอะไรเลย สั่งแค่ว่ารีบไปหาพระมาเดี๋ยวนี้ มือก็สั่น หยิบมือถือมาดูเป็นเวลาตี3.02นาที หมาเห่าหมาหอนได้ยินชัดก็คร่าวนี้แหละ หยิบพระจากกระเป๋าสะตังค์มากอดพักหนึ่ง ใจสั่นมาก เพราะอยู่คนเดียว ตั้งสติได้ กราบพระสวดมนต์ ขออโหสิกรรมทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจสารพัดเลยค่ะ และเราก็บอกไปว่า ถ้าจะให้เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เราก็จะทำให้ แต่ตอนนี้เราไม่มีตังค์นะ แต่ถ้าถูกหวย จะชื้อชุดนักเรียนให้ อารมณ์ตอนนั้นกลัวมาก เลยพูดแบบลอยๆอ่ะ คืนนั้นนอนไม่หลับจนถึงเช้าเลย เช้านั้นก็เป็นวันหวยออกพอดี เราจัดเลยค่ะ ชื้อทุกอย่างที่เป็นตัวเลข ทั้งแต่เลขห้อง อายุ เวลา กลับหน้ากลับหลัง ล้อไปเกือนพัน
ผลปรากฏว่า เราถูกหวยจริงๆ ถูกตั้ง10บาทเลยนะ ดีใจสุดๆคร่า555+ เมื่อถูกหวย แต่ขาดทุนค่ะ เงินไม่พอชื้อชุดนักเรียนให้ตามสัญญา เราก็เอาไงดีคิดไปคิดมา ช่างเถอะ ไม่น่าจะไม่มีไรหรอก คิดเข้าข้างตัวเองค่ะ ในใจก็แบบ อืมมก็สัญญาลอยๆป่ะ สรุปเราไม่ได้ชื้อให้ตามสัญญาค่ะ ยังคงใช้ชีวิตปกติเช่นเคย แต่ดุเหมือนเรื่องจะเงียบๆไปเราก็สบายใจว่าคงไม่มีไรล่ะ
ผ่านไป2-3เดือนได้ ความผิดปกติเริ่มมาเยื่นอีกครั้ง อยู่ๆเราก็มีอาการปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ด้วยความเป็นพยาบาลเราก็คิดว่ากระเพาะ ก็หายากินไป รักษาตัวเองอยู่พักใหญ่ ไม่ดีขึ้น บ่นกับที่ทำงานว่าปวดท้อง พี่อีกคนบอกว่าเป้นมดลูกอักแสบไหม ยกของหนักหรือป่าว เราก็บอกใช่เรายกของหนักน่าจะมีส่วน พยายามดูแลตัวเอง อาการก็ไม่ทุเล่าลง บางครั้งปวดหนักมาก เหมือนโดนบิดท้อง เวลาเดินไม่เจ็บ เจ็บเวลานั่งและนอน
พอเป็นหนักมากขึ้นๆ จนทนไม่ไหวสุดท้ายตัดสินใจไปหาหมอโรงพยาบาลเอกชน ขอพบแพทย์สูติด้วยแพทย์อื่นไม่เอา แพทย์สูติมาอัลตร้าซาวตรวจภายในด้วย หมอว่าน่าจะมดลูกอักแสบ เราก็คิดในใจ เป็นได้ไงว่ะ อายุก็ยังน้อยๆ ลูกเต้าก็ยังไม่มี สามี(แฟน)นานๆทีเอา 2เดือนครั้งด้วยเหอะ ช่างมันเถอะทราบสาเหตุก็ดีแหละ ค่อยสบายใจหน่อย หมอก็ให้ยามากิน
หลังจากกินยาได้3วัน เกิดผลข้างเคียงของยาอย่างรุ่นแรง เราเลยโทรหาอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่เก่งและสนิทกับอาจารย์มากเลยปรึกษาเกี่ยวกับยาและเล่าอาการให้หมอฟัง คุณหมอจึงให้งดยาตัวนั้นไป และให้มาหาหมออีกที จะสั่งยาตัวใหม่ให้ วันถัดมาไปพบหมอ ก็ตรวจทุกอย่างหมอพูดว่า มันปกตินะ และที่ผิดปกติคือตรงไหนหรอ หมอพูดแบบงงๆ เราเลยเอาผลอัตร้าซาวของโรงบาลเอกชนให้หมอดู หมอบอกว่า มันปกตินะ แต่หมอไม่เก่งสูติ หมอจะไปฝากอาจารย์สูติให้ ก็พาไปแผนกสูติ พบอาจารย์สูติที่เก่งคนหนึ่ง เป็นคุณหมอผู้หญิง พอหมอสูติอัลตร้าซาวท้องเสร็จ ก็บอกว่าปกตินะ ตรวจภายในก็ปกติ หมอว่าเราอายุยังน้อย ไม่น่าเสี่ยงเป็นมะเร็ง ส่งตรวจดูละกัน แต่ถ้าผลมันปกติก็ คงต้องให้หมอศัลย์ส่องกล้องดูแล้วละ เราก็คิดนะ ตายแน่ๆไปกันใหญ่แล้ว นี้2โรงบาลแล้วนะ ระดับอาจารย์ยังไม่ทราบสาเหตุอีก เราเครียดมาก และกลัวด้วยที่จะต้องไปตรวจที่ศัลย์และกลัวผลจะเป็นมะเร็ง แต่สุดท้ายผลออกมาว่าไม่เป็น เราก็ดีใจ หลังจากนั้นหมอสูติเลยบอกว่าต้องไปศัลย์นะส่องกล้องดู เราบอกยังไม่พร้อมค่ะ หมอเลยว่าถ้าพร้อมก็มานัดละกัน จบบทสนทนาในวันนั้น
เรากลับห้องนอนคิดอยู่พักใหญ่ และอาการปวดท้องก็ยังคงอยู่ บางทีปวดบิดมากจนอยากร้องไห้ แต่เรายังไม่นัดพบแพทย์ศัลย์แต่อย่างใดเพราะคิดว่ามันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้ ผ่านไปไม่นานเราก็เริ่มสังเกตุว่า เวลาเรากลับห้องที่ไรเรารู้สึกอึดอัด หายใจไม่ค่อยถนัด เราก็คิดแง่ดีว่าเป็นเพราะอาการร้อนมั้ง ทำให้ห้องอบอ้าวได้ เวลานอนก็นอนลำบาก ถึงขนาดทาวิคก็ไม่หาย เปิดบานเกรตออก เอาพัดลมไอน้ำมาก็ไม่ช่วยไร จนวันหนึ่งเรากลับมาห้องเปิดประตูเข้าไปขนลุกทั้งตัว ทั้งที่อากาศร้อนๆ เราสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่อธิบายไม่ถูกมันดู อึมครึมแปลกๆ ยิ่งเวลานอนแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก ต้องสูดเอาอากาศหลายครั้งมาก เราทรมานเหมือนจะตายให้ได้ เราก็ยังคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอากาศ คืนนั้นเรานอนแทบไม่ได้เลยดิ้นไปดิ้นมา และเรารู้แล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ พยายามไม่คิดไรมาก กราบพระแผ่เมตตา เปิดบทสวดในมือถือใส่หูฟังนอนจนหลับไป ตื่นเช้ามาโทรหาแม่เล่าให้แม่ฟังทุกอย่าง
แม่บอกให้เรารีบกลับบ้าน แม่จะพาไปหาพระ พอวันศุกร์ก็ขับรถกลับบ้านทันที
เช้าวันเสาร์แม่พาไปชื้อชุดนักเรียน และพาไปที่วัดใกล้บ้าน ให้พระดูให้ พระก็ทำพิธีอะไรไป เสร็จแล้วก็หันมาพูดกับเราว่า มีวิญญาณเด็กตามอยู่นะ เราก็ตกใจมาก พระหันมาถามเรา เคยทำแท้งไหม เราบอกไม่ค่ะ เราถามพระกลับไปว่า เด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย พระตอบไม่รู้ รู้แต่ว่ามีวิญญาณเด็กล่องลอยอยู่ใกล้ๆ และก็บอกอีกว่า มีเจ้าที่ตามด้วยนะ เรานี้นิ่งไปพักนึ่ง เพราะไม่อยากให้พระได้ใจ พระถามต่อว่าไปถูกชะตากับท่านตอนไหนละ เราก็เงียบ พระพูดต่อว่า ท่านอาศัยอยู่ตรงสามแยกหัวมุม เราปฏิเสธทันทีว่าไม่มี ไม่มีสามแยกอย่างที่พระว่าเลย พระนิ่งไปพักนึ่งสวดคาถาอะไรสักอย่าง แล้วพูดกับเราว่า ตรงหน้าห้องทางโล่งใช่ไหม เราบอกใช่ ทางเดินมีที่จอดรถไหม เราบอกใช่และแล้วเราก็นึกได้ว่า มีอยู่จริงตรงทางเดินเข้าหอ ตัดกับถนนในซอย เราเคยพูดว่า ถ้าน้องชายวายน้ำผ่าน จะชื้อส้มมาให้ 1กิโล พอน้องสอบผ่านก็ไม่ได้ชื้อให้ตามสัญญา เราก็ได้แต่นิ่งพระกับแม่ก็คุยกันพักนึ่ง หันมาบอกว่าตั้งจิตอธิฐานถวายสังฆทานนะ และก็รดน้ำมนต์ เราก็ขนลุกทันที แว๊บแรกที่คิดได้คืออาการปวดท้อง มันหายไปแล้ว มันหายไปจริงๆและหายไปตอนไหน ก่อนมายังบ่นกับแม่อยู่เลยว่าปวด ในใจก็คิดว่ามันเป็นเพราะเรื่องนี้จริงๆนะหรอ แต่เราก็รู้สึกดีสบายใจ รู้สึกโล่งมาก เรากลับไปทำงานก็ชื้อส้มไปถวายเจ้าที่ และก็ทำบุญให้อธิฐานถึงพวกเขาตลอด
เราไม่เคยไปเล่าให้ป้าที่หอฟังเลยเพราะกลัวว่าหอจะไม่มีคนกล้าอยู่ และเขาจะหาว่าเรางมงาย คนที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นที่ทำงานและเพื่อนๆในกลุ่ม และนี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ เราไม่รู้ว่าถ้าไม่ไปหาพระวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา และการบนบานอะไรก็ควรรักษาสัญญาให้ได้เพราะมันคือสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่งั้นอาจตายได้ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะคะ
แชร์ประสบการณ์เฉียดตาย เพราะไม่ไหว้เจ้าที่!!ย้ายห้องหนี ยังขอตามมาอยู่ด้วยอีก
สิ่งที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงปลายปี58-ต้นปี59 ค่ะ
ขอเกริ่นนิดนึ่ง ดิฉันทำงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ และทำเกี่ยวกับงานวิจัย ส่วนใหญ่จะคิดวิเคราะห์ตามหลักวิทยาศาสตร์ไว้ก่อนเสมอยาวมากหน่อยนะคะ แต่อยากเขียนทีเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยค่ะ
เริ่มเลยละกัน
เริ่มจากช่วงปลายปี 58 ดิฉันย้ายมาอยู่หอใหม่ ในตัวเมื่องจังหวัดอุบล ใกล้กับโรงพยาบาลที่เราทำงานอยู่ วันแรกที่ย้ายเข้าเราก็ไม่คิดอะไรมาก ไม่ได้ไหว้เจ้าที่อะไร เพราะเราเหนื่อยกับการขนย้าย แต่ก่อนนอนไหว้พระบอกเจ้าที่เจ้าทางปกติเรียบร้อยดี ภายในห้องมีเตียงนอน ตู้เสื้อผ้า และห้องน้ำในตัวมีพัดลมอยู่ที่ปลายเตียง
หลังจากย้ายมาอยู่ได้ประมาณ1สัปดาห์ ขณะที่เรานอนอยู่รู้สึกตัวขึ้นมากลางดึก สายตาเหลือบมองไปที่ประตูห้องน้ำ มีเงาคล้ายๆผู้หญิงผมยาวกำลังก้มขัดห้องน้ำอยู่ สายตาเราคิดว่าไม่ผิดแน่ๆ เพราะเหงามันชัดมาก แต่ไม่ได้สนใจค่ะ สมองสั่งการว่าเรากำลังตาฝาด อาจจะเป็นฝาชักโครกก็ได้ สมองสั่งการต่อว่า ควรนอนต่อได้แล้ว ดิฉันก็นอนต่อค่ะไม่ได้สนใจอะไร ตื่นเช้าไปทำงานปกติ ก็เลยเล่าให้ที่ทำงานฟัง ที่ทำงานถามว่า ได้ไหว้เจ้าที่หรือป่าว เราบอกไหว้นะ กราบพระด้วย แต่ความหมายคือได้ไหว้แบบจุกธูปเที่ยนไรงี้ไหม
เราไม่สนใจ ไม่คิดอะไรด้วยซ้ำ อยู่ไปสักพักเวลานอนจะได้ยินเสียงคนเปิดน้ำ เปิดฝักบัวอาบน้ำตอนกลางดึกตลอด แต่สมองเราคิดว่าเราปิดก๊อกน้ำไม่แน่นหรือป่าว มันเลยไหลตอนกลางดึก บางทีกลับห้องพัดลมก็เปิดเองแรกๆก็คิดว่า เราลืมปิดหลังๆก็ระวังมากขึ้น สำรวจก่อนออกจากห้องเพราะมันเปลื่องไฟ แต่บางวันก็ยังเปิดเองทั้งๆที่ก็จำได้ว่าเราปิดแล้วนะ สุดท้ายก็บอกตัวเองว่าเราลืมแหละ ช่างมันเถอะ เราไปเล่าให้ที่ทำงานฟังตลอดเพราะที่ทำงานก็จะมีเจ้าแม่เรื่องแบบนี้เยอะ เรื่องหวยโชคลาภอะไรแบบนี้ บางคนบอกให้เราย้ายหอ มันน่ากลัว บางคนบอกไปไหว้เจ้าที่เถอะ เราก็ไม่สนใจ ยังคงใช้ชีวิตปกติค่ะ กลับเป็นเรื่องตลกไปด้วยซ้ำ บางวันไปเที่ยวมีการบอกฝีที่ห้องด้วยว่า ไม่ต้องรอนะวันนี้กลับดึก555+ เวลาเจอเพื่อนๆก็จะเล่าให้เขาฟังตลอด จนเพื่อนแซวว่า มาแบบนี้คนที่ห้องไม่ว่าหรอ หมายถึงฝีนะ เราบอกไปว่าขออนุญาตแล้วกลับดึกได้ บางครั้งกลับมีเปิดพัดลมรออีกแนะ เอากับเขาชิ ใครอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่า อีนี้นะบ้า 5555+
มีวันหนึ่งเรานอนอยู่บนเตียงพลิกตะแคงตัวมา เจอผู้ชายชุดดำมานอนข้างเรา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ เราตกใจสุดขีดคล้ายๆฝีอำไรแบบนี้แต่เราขยับได้ และเราพูดกับชายชุดดำที่นอนตะแคงหันหลังให้เราว่า คุณเป็นใครมานอนที่นี้ได้อย่างไร ฉันหวงเนื้อหวงตัวมากนะพูดอะไรไม่รู้เยอะมากจำไม่ได้ ชายชุดดำไม่ตอบ สุดท้ายเราสะดุ้งตื่นรีบมองดูนาฬิกา 07.50สายแล้ว ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ เราก็พูดว่า ...ทีหลังถ้าจะมาแบบนี้ให้มาเร็วกว่านี้นะ ตอนนี้สายแล้ว ทำบุญให้ไม่ทันหรอก พระกลับวัดหมดแล้ว...และก็รีบอาบน้ำไปทำงาน ก็ไปเล่าให้ที่ทำงานฟังเช่นเคย คำตอบก็เหมือนเดิม แต่เด็ดกว่านั้นมีพี่คนหนึ่งพูดว่า ไม่ใช่เขาจะมีฝีพ่อแม่ลูกหรอ? เรานี้หัวเราะเลยไปกันใหญ่แล้ว ฝีพ่อแม่ ลูก มันตลกอ่ะ และพี่อีกคนเป็นผู้ชายก็บอกว่า สงสัยคลื่นความถี่เราจะตรงกันกับความถี่ฝีก็ได้ ขำกันไใหญ่ค่ะ
วันต่อมา เราเดินไปทำงานแต่เช้าเพราะกลัวฝีมาหาอีก เจอครูโรงเรียนอนุบาลตั้งโต๊ะตักบาตร ครูมองมาที่เราแล้วพูดว่า ตักบาตรด้วยกันไหมครับ เราก็ปฏิเสธทุกครั้งที่เจอ ในใจก็คิดว่ามันจะบังเอิญไปไหม ที่ต้องเจอพระ และโต๊ะตักบาตร แทบทุกวัน สมองสั่งการมาว่า ก็เพราะเรามาเช้าไง ดิฉันก็เออๆใช่ๆไปกับสมองอีก555+ แต่ยังไม่จบค่ะ ในวันเดี่ยวกันดิฉันกำลังจะข้ามถนนไปทำงาน เกือบโดนรถมอไซต์เฉียวชน มีคนมาดึงข้างหลังไว้ไม่งั้นเราโดนชนเต็มๆ พอหันมา อ้าวไม่มีใครเลย แล้วใคร ยังไงมาดึงไว้อ่ะงงมาก มอไซต์ก็ขับไปเฉยเลยไม่ขอโทษอะไรทั้งนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น งงค่ะ และเมื่อเรื่องถึงที่ทำงาน สุดท้ายวันนั้นได้ไปถวายสังฆทาน ทำบุญกรวดน้ำชุดใหญ่ ล้างซวย และเพื่อความสบายใจจร้าา
คิดว่าเรื่องจะจบแค่นี้หรอไม่ ยังมีอีก หลังจากทำบูญให้ดูเหมือนทุกอย่างจะปกติดี จนเราขอย้ายห้องจากเดิมห้อง10C มาเป็น5C ป้าเจ้าของหอมาช่วยขน จนเสร็จ ก่อนกลับป้าพูดว่าอย่าลืมบอกเจ้าที่นะ เราก็รับปากไป ...เราเดินไปที่หน้าห้อง10C และพูดขึ้นว่า ...ตอนนี้ย้ายห้องแล้วนะไปห้อง5C มีไรก็ไปหาได้ เราพูดแบบขำๆนะไม่ได้คิดไร และตลอดเวลาที่เจอเรื่องร้ายๆเราก็ไม่เคยคิดกลัว หวาดระแวง หรือเครียดอะไรเลย กลับเฉยๆด้วยซ้ำ พูดเสร็จก็กลับห้องไปเรื่องไหว้เจ้าที่เอาไว้ทีหลังนะ เหนื่อยมากขออาบน้ำนอนเลยละกัน ปิดประตูปิดไฟนอน ก่อนนอนเราก็ไม่ลืมที่จะกราบพระนะ
ขณะที่เรานอนอยู่รู้สึดว่า ประตูห้องถูกเปิดเล็กน้อย มีเหงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้ามาในห้อง พร้อมเด็กผู้หญิงอายุประมาณ7 ขวบได้ ใส่ชุดนักเรียน หอบที่นอนเข้ามาด้วย แล้ววางที่นอนลงข้างเตียงเรา เรารีบลุกจากที่นอนโว้ยวายเสียงดังใหญ่ พร้อมด่าไปที่เด็กน้อย นี้หนูเป็นใคร มาจากไหน ทำไหมมาอยู่ในห้องพี่ น้องคนนั้นก็พูดว่า หนูจะขอมาอยู่ด้วย เราก็ตอบทันทีว่าไม่ได้ พี่ไม่อนุญาตให้ใครมาอยู่ด้วย พี่ชอบส่วนตัว และพี่ก็จองห้องนี้มานานแล้ว เราบ่นใหญ่เลย น้องคนนั้นไม่ได้สนใจ เราก็ถามต่อว่าหนูมาจากไหน น้องก็ตอบว่ามาจากห้อง10c อ้าว......นั้นมันห้องเก่าเรานี้....
แล้วยังไง เถียงกันอยู่พักใหญ่ น้องผู้หญิงหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดทีวี เฉยเลย แต่ทำไหมดูกลับหลังว่ะ น้องดูทีวีด้านหลังได้ไง (ในห้องมีทีวีแฟนชื้อให้)
เราประกาศเสียงดังว่า เราไม่ให้อยู่ ถ้าเทอจะอยู่ที่นี้ฉันจะย้ายออกไปเอง
สุดท้ายน้องเขาก็วิ่งร้องไห้ออกไป วิ่งไปทางศาลพระภูมิและก็พูดว่า แม่..พี่เขาไม่ให้อยู่ด้วยยย ร่างชายสีดำก็ค่อยๆจางหายไปต่อหน้าต่อตา
สะดุ้งตื่น นี้เราฝันไปหรอเนี้ย ทำไหมน่ากลัวแท้ และก็น่าโมโหด้วย ตอนนั้นกลัวมากสั่นไปหมดเพราะฝันเหมือนจริงมากๆ ในใจกลัวมาก คราวนี้สมองไม่สั่งการอะไรเลย สั่งแค่ว่ารีบไปหาพระมาเดี๋ยวนี้ มือก็สั่น หยิบมือถือมาดูเป็นเวลาตี3.02นาที หมาเห่าหมาหอนได้ยินชัดก็คร่าวนี้แหละ หยิบพระจากกระเป๋าสะตังค์มากอดพักหนึ่ง ใจสั่นมาก เพราะอยู่คนเดียว ตั้งสติได้ กราบพระสวดมนต์ ขออโหสิกรรมทั้งกายทั้งวาจาทั้งใจสารพัดเลยค่ะ และเราก็บอกไปว่า ถ้าจะให้เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เราก็จะทำให้ แต่ตอนนี้เราไม่มีตังค์นะ แต่ถ้าถูกหวย จะชื้อชุดนักเรียนให้ อารมณ์ตอนนั้นกลัวมาก เลยพูดแบบลอยๆอ่ะ คืนนั้นนอนไม่หลับจนถึงเช้าเลย เช้านั้นก็เป็นวันหวยออกพอดี เราจัดเลยค่ะ ชื้อทุกอย่างที่เป็นตัวเลข ทั้งแต่เลขห้อง อายุ เวลา กลับหน้ากลับหลัง ล้อไปเกือนพัน
ผลปรากฏว่า เราถูกหวยจริงๆ ถูกตั้ง10บาทเลยนะ ดีใจสุดๆคร่า555+ เมื่อถูกหวย แต่ขาดทุนค่ะ เงินไม่พอชื้อชุดนักเรียนให้ตามสัญญา เราก็เอาไงดีคิดไปคิดมา ช่างเถอะ ไม่น่าจะไม่มีไรหรอก คิดเข้าข้างตัวเองค่ะ ในใจก็แบบ อืมมก็สัญญาลอยๆป่ะ สรุปเราไม่ได้ชื้อให้ตามสัญญาค่ะ ยังคงใช้ชีวิตปกติเช่นเคย แต่ดุเหมือนเรื่องจะเงียบๆไปเราก็สบายใจว่าคงไม่มีไรล่ะ
ผ่านไป2-3เดือนได้ ความผิดปกติเริ่มมาเยื่นอีกครั้ง อยู่ๆเราก็มีอาการปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ ด้วยความเป็นพยาบาลเราก็คิดว่ากระเพาะ ก็หายากินไป รักษาตัวเองอยู่พักใหญ่ ไม่ดีขึ้น บ่นกับที่ทำงานว่าปวดท้อง พี่อีกคนบอกว่าเป้นมดลูกอักแสบไหม ยกของหนักหรือป่าว เราก็บอกใช่เรายกของหนักน่าจะมีส่วน พยายามดูแลตัวเอง อาการก็ไม่ทุเล่าลง บางครั้งปวดหนักมาก เหมือนโดนบิดท้อง เวลาเดินไม่เจ็บ เจ็บเวลานั่งและนอน
พอเป็นหนักมากขึ้นๆ จนทนไม่ไหวสุดท้ายตัดสินใจไปหาหมอโรงพยาบาลเอกชน ขอพบแพทย์สูติด้วยแพทย์อื่นไม่เอา แพทย์สูติมาอัลตร้าซาวตรวจภายในด้วย หมอว่าน่าจะมดลูกอักแสบ เราก็คิดในใจ เป็นได้ไงว่ะ อายุก็ยังน้อยๆ ลูกเต้าก็ยังไม่มี สามี(แฟน)นานๆทีเอา 2เดือนครั้งด้วยเหอะ ช่างมันเถอะทราบสาเหตุก็ดีแหละ ค่อยสบายใจหน่อย หมอก็ให้ยามากิน
หลังจากกินยาได้3วัน เกิดผลข้างเคียงของยาอย่างรุ่นแรง เราเลยโทรหาอาจารย์หมอท่านหนึ่งที่เก่งและสนิทกับอาจารย์มากเลยปรึกษาเกี่ยวกับยาและเล่าอาการให้หมอฟัง คุณหมอจึงให้งดยาตัวนั้นไป และให้มาหาหมออีกที จะสั่งยาตัวใหม่ให้ วันถัดมาไปพบหมอ ก็ตรวจทุกอย่างหมอพูดว่า มันปกตินะ และที่ผิดปกติคือตรงไหนหรอ หมอพูดแบบงงๆ เราเลยเอาผลอัตร้าซาวของโรงบาลเอกชนให้หมอดู หมอบอกว่า มันปกตินะ แต่หมอไม่เก่งสูติ หมอจะไปฝากอาจารย์สูติให้ ก็พาไปแผนกสูติ พบอาจารย์สูติที่เก่งคนหนึ่ง เป็นคุณหมอผู้หญิง พอหมอสูติอัลตร้าซาวท้องเสร็จ ก็บอกว่าปกตินะ ตรวจภายในก็ปกติ หมอว่าเราอายุยังน้อย ไม่น่าเสี่ยงเป็นมะเร็ง ส่งตรวจดูละกัน แต่ถ้าผลมันปกติก็ คงต้องให้หมอศัลย์ส่องกล้องดูแล้วละ เราก็คิดนะ ตายแน่ๆไปกันใหญ่แล้ว นี้2โรงบาลแล้วนะ ระดับอาจารย์ยังไม่ทราบสาเหตุอีก เราเครียดมาก และกลัวด้วยที่จะต้องไปตรวจที่ศัลย์และกลัวผลจะเป็นมะเร็ง แต่สุดท้ายผลออกมาว่าไม่เป็น เราก็ดีใจ หลังจากนั้นหมอสูติเลยบอกว่าต้องไปศัลย์นะส่องกล้องดู เราบอกยังไม่พร้อมค่ะ หมอเลยว่าถ้าพร้อมก็มานัดละกัน จบบทสนทนาในวันนั้น
เรากลับห้องนอนคิดอยู่พักใหญ่ และอาการปวดท้องก็ยังคงอยู่ บางทีปวดบิดมากจนอยากร้องไห้ แต่เรายังไม่นัดพบแพทย์ศัลย์แต่อย่างใดเพราะคิดว่ามันต้องมีวิธีที่ดีกว่านี้ ผ่านไปไม่นานเราก็เริ่มสังเกตุว่า เวลาเรากลับห้องที่ไรเรารู้สึกอึดอัด หายใจไม่ค่อยถนัด เราก็คิดแง่ดีว่าเป็นเพราะอาการร้อนมั้ง ทำให้ห้องอบอ้าวได้ เวลานอนก็นอนลำบาก ถึงขนาดทาวิคก็ไม่หาย เปิดบานเกรตออก เอาพัดลมไอน้ำมาก็ไม่ช่วยไร จนวันหนึ่งเรากลับมาห้องเปิดประตูเข้าไปขนลุกทั้งตัว ทั้งที่อากาศร้อนๆ เราสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติแต่อธิบายไม่ถูกมันดู อึมครึมแปลกๆ ยิ่งเวลานอนแน่นหน้าอกมาก หายใจไม่ออก ต้องสูดเอาอากาศหลายครั้งมาก เราทรมานเหมือนจะตายให้ได้ เราก็ยังคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอากาศ คืนนั้นเรานอนแทบไม่ได้เลยดิ้นไปดิ้นมา และเรารู้แล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องปกติแน่ๆ พยายามไม่คิดไรมาก กราบพระแผ่เมตตา เปิดบทสวดในมือถือใส่หูฟังนอนจนหลับไป ตื่นเช้ามาโทรหาแม่เล่าให้แม่ฟังทุกอย่าง
แม่บอกให้เรารีบกลับบ้าน แม่จะพาไปหาพระ พอวันศุกร์ก็ขับรถกลับบ้านทันที
เช้าวันเสาร์แม่พาไปชื้อชุดนักเรียน และพาไปที่วัดใกล้บ้าน ให้พระดูให้ พระก็ทำพิธีอะไรไป เสร็จแล้วก็หันมาพูดกับเราว่า มีวิญญาณเด็กตามอยู่นะ เราก็ตกใจมาก พระหันมาถามเรา เคยทำแท้งไหม เราบอกไม่ค่ะ เราถามพระกลับไปว่า เด็กผู้หญิงหรือผู้ชาย พระตอบไม่รู้ รู้แต่ว่ามีวิญญาณเด็กล่องลอยอยู่ใกล้ๆ และก็บอกอีกว่า มีเจ้าที่ตามด้วยนะ เรานี้นิ่งไปพักนึ่ง เพราะไม่อยากให้พระได้ใจ พระถามต่อว่าไปถูกชะตากับท่านตอนไหนละ เราก็เงียบ พระพูดต่อว่า ท่านอาศัยอยู่ตรงสามแยกหัวมุม เราปฏิเสธทันทีว่าไม่มี ไม่มีสามแยกอย่างที่พระว่าเลย พระนิ่งไปพักนึ่งสวดคาถาอะไรสักอย่าง แล้วพูดกับเราว่า ตรงหน้าห้องทางโล่งใช่ไหม เราบอกใช่ ทางเดินมีที่จอดรถไหม เราบอกใช่และแล้วเราก็นึกได้ว่า มีอยู่จริงตรงทางเดินเข้าหอ ตัดกับถนนในซอย เราเคยพูดว่า ถ้าน้องชายวายน้ำผ่าน จะชื้อส้มมาให้ 1กิโล พอน้องสอบผ่านก็ไม่ได้ชื้อให้ตามสัญญา เราก็ได้แต่นิ่งพระกับแม่ก็คุยกันพักนึ่ง หันมาบอกว่าตั้งจิตอธิฐานถวายสังฆทานนะ และก็รดน้ำมนต์ เราก็ขนลุกทันที แว๊บแรกที่คิดได้คืออาการปวดท้อง มันหายไปแล้ว มันหายไปจริงๆและหายไปตอนไหน ก่อนมายังบ่นกับแม่อยู่เลยว่าปวด ในใจก็คิดว่ามันเป็นเพราะเรื่องนี้จริงๆนะหรอ แต่เราก็รู้สึกดีสบายใจ รู้สึกโล่งมาก เรากลับไปทำงานก็ชื้อส้มไปถวายเจ้าที่ และก็ทำบุญให้อธิฐานถึงพวกเขาตลอด
เราไม่เคยไปเล่าให้ป้าที่หอฟังเลยเพราะกลัวว่าหอจะไม่มีคนกล้าอยู่ และเขาจะหาว่าเรางมงาย คนที่รับรู้เรื่องราวทั้งหมดจะเป็นที่ทำงานและเพื่อนๆในกลุ่ม และนี้ก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเราจริงๆ เราไม่รู้ว่าถ้าไม่ไปหาพระวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้นกับเรา และการบนบานอะไรก็ควรรักษาสัญญาให้ได้เพราะมันคือสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่งั้นอาจตายได้ ขอบคุณทุกท่านที่อ่านจนจบนะคะ